ตำนานยักษ์เขียวตาเดียว
เนื่องจากวันที่ 23 สิงหาคม 2551 ที่ผ่านมา เป็นวันที่คนในแวดวงอินเทอร์เน็ตฮือฮาและเป็นวันที่สำคัญมาก เนื่องจากในวันนั้น เป็นวันครบรอบหนึ่งปีของ พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2550 และครบกำหนดผ่อนผัน ให้ผู้ให้บริการเตรียมตัวในการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์แล้ว จึงเป็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งว่า หนึ่งปีที่ผ่านมานั้นได้เกิดอะไรขึ้นบ้าง และจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
ตัวผมเองนั้นจัดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกฎหมายฉบับนี้อยู่พอสมควร จึงขอเล่าตำนานเรื่องนี้ เป็นเรื่องราวแบบชาวบ้านสามารถเข้าใจได้ง่ายๆ ไม่เล่นสำนวนโวหารเป็นภาษากฎหมายให้มันเข้าใจยากกันเข้าไปอีก ถ้าใครที่ใช้คอมพิวเตอร์อยู่และไม่อยากมีความผิดในเรื่องน ี้ก็สามารถติดตามอ่านได้เป็นตอนๆ ใน Blog แห่งนี้นะครับ

ก่อนที่จะมีกฎหมายฉบับนี้ ทั้งคนใช้เว็บและคนทำเว็บต่างก็รู้สึกอึดอัดกันพอสมควร เพราะเวลาที่จะเข้าเว็บไซต์บางที่แล้วก็ไม่เจอข้อมูลที่ต้องการ แต่กลับเจอประกาศที่มีโลโก้ของกระทรวง ICT แปะอยู่ในรูปดวงตา จนมีคนเอาไปขนานนามกันว่า “ยักษ์เขียวตาเดียว” บางคนก็อาจจะเข้าใจว่าทาง ICT หวังดีช่วยบล็อคเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมให้ แต่บางคนก็สงสัยว่า เอาอำนาจตามกฎหมายอะไรมาบล็อค (ซึ่งไม่มีหรอกครับกฎหมายที่อนุญาตให้บล็อคได้)
จึงตั้งข้อสังเกตกันไปต่างๆ นานาว่า เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพ ในการได้รับข้อมูลข่าวสารของประชาชนหรือเปล่า หรือ บล็อคข้อความที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองฝั่งตรงข้ามหรือไม่? ใครเป็นผู้ตัดสินใจว่าเว็บไซต์ไหนเหมาะสม หรือไม่เหมาะสมโดยใช้กฎเกณฑ์อะไร ? พอมีคนมาโวยวายมากๆ เจ้ายักษ์เขียวตาเดียวก็ยังแผลงฤทธิ์อย ู่แต่สามารถล่องหนแอบซ่อนตัวได้ซะอีก โดยแกล้งขึ้นข้อความอื่นบ้าง หรือ แกล้งทำเป็นหน้าเว็บ Error บ้าง จนหลายคนต้องออกมาหาโปรแกรมหา proxy เพื่อให้เข้าเว็บไซต์ที่ต้องการกันซะวุ่นวาย
ผมเองนั้นก็เข้าใจนะครับว่า บางครั้งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่าง ICT ก็อึดอึดเหมือนกัน ตรงเรื่องการขาดความชัดเจนและขาดกฎหมายมารองรับนี่แหละ และพอทำอะไรลงไปโดยการขาดกฎหมายมารองรับ ก็อาจจะถูกคนที่ต้องการเสรีภาพโวยเอาได้ แต่พอไม่ทำอะไรเลย บางคนที่ไม่เข้าใจเรื่องนี้ ก็จะมาต่อว่าอีกว่าหน่วยงานนี้ทำไมไม่ทำอะไร ???

แต่ต่อมา…ความชัดเจนก็ได้เกิดขึ้น โดยที่ เจ้ายักษ์เขียวตาเดียว ตัวแทนของการบล็อคเว็บไซต์อันลือลั่น ก็ได้หายไปจากวงการอินเทอร์เน็ตเมืองไทยเป็นการถาวร โดยขวานที่สามารถจามต้นถั่วให้เจ้ายักษ์เขียวตัวนี้สิ้นฤทธิ์ได้คือ “มาตรา 20 ตาม พรบ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พศ. 2550 ซึ่งกำหนดให้ชัดเจนแล้วว่า การจะบล็อคเว็บไซต์ได้จะต้องมีคำสั่งจากศาลเท่านั้น โดยระบุไว้ด้วยว่า ต้องเข้าเงื่อนไขจำเป็นตามสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยฯ เท่านั้นด้วยครับ
พรบ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พศ. 2550 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงลงพระปรมาภิไธยไว้ ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2550 ซึ่งถือเป็นวันปลิดชีพเจ้ายักษ์เขียวตาเดียวอย่างเป็นทางการ เพราะหากผู้ใดจะทำการบล็อคเว็บไซต์โดยไม่มีกฎหมายรองรับ ก็อาจเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องได้
ผมถือว่าผู้ที่มีส่วนในการทำให้เจ้ายักษ์ตาเขียวนี้หายไปได้้ คือ ผู้ที่มีส่วนร่วมในการเสนอข้อปรับปรุง เพื่อแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ตั้งแต่ต้น ได้แก่ สมาคมผู้ดูแลเว็บไทยและสภาวิชาชีพผู้ดูแลเว็บไทย ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องที่ได้ดำเนินการจัดทำร่างคู่ขนานของพรบ. นี้มาเป็นเวลานานหลายปี แต่ต่อมาหลังการทำรัฐประหารในปี 2549 ได้มีการนำเสนอ พรบ. นี้เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อผ่านออกมาบังคับใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งทางสมาคมได้เรียกร้องคัดค้านมาโดยตลอด เพราะผู้คนอาจเกรงว่า ด้วยอำนาจของกฎหมายฉบับนี้ อาจจะทำให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจล้นฟ้า และจะสามารถนำกฎหมายนี้ไปใช้กลั่นแกล้งรังแกผู้บริสุทธิ์ได้

ภาพ Our littlest human rights defender โดย aia web team
ความที่ไม่อยากเห็นเจ้ายักษ์เขียวตาเดียว ติดดาบยักษ์ออกมาไล่ฟาดฟันประชาชน และคนในวงการอินเทอร์เน็ตมากไปกว่านี้ ในที่สุดวันหนึ่งผมก็ได้ไปก่อ วีรกรรม (วีรเวร?) บางอย่างในชีวิต ด้วยการชวนเพื่อนๆ คนทำเว็บไซต์ไทย บุกไปถึงหน้ารัฐสภาในวันที่จะนำร่างพรบ. ฉบับนี้เข้าพิจารณา เพื่อคัดค้านประเด็นที่สำคัญในกฎหมายฉบับนี้ ทั้งๆ ที่ช่วงนั้นเป็นช่วงหลังรัฐประหาร และยังมีรถถังพร้อมทหารถือปืนอยู่ประปราย ตามจุดต่างๆ บอกตามตรงว่าผมก็กลัวนะครับ แต่ก็สามารถขจัดมันไปได้ เนื่องจากเราไปเรียกร้องโดยสันติและมีเหตุผลนี่ครับ
จากเหตุการณ์นั้นเองทำให้ตัวผมเองต้องตกกระไดพลอยโจน ได้มีโอกาสเข้าไปนั่งประชุมในรัฐสภา เพื่อร่วมแก้ไขกฎหมายฉบับนี้กับท่านกรรมธิการอีกหลายท่าน อันนำไปสู่การกำหนดมาตรการสำคัญเพื่อมอบอำนาจนี้ให้กับศาล ถือเป็นการปราบเจ้ายักษ์เขียวตาเดียวน ี้ให้หายไปจากเมืองไทยได้อย่างถาวร รายละเอียดของเรื่องนี้น่าติดตามมากครับ สามารถอ่านได้ในตอนต่อไป…. “เมื่อผมบุกรัฐสภา” (ตั้งชื่อให้มันน่ากลัวไปงั้นแหละ ที่จริงไม่ได้บุกอะไรหรอกครับ แค่ไปเรียกร้องในสิ่งที่จำเป็นเท่านั้นครับ)