|
ID: 6946
allway77 |
 |
| stage 1 |
| ลงสนาม: 01 08 2008 |
Point: 74
|
Game Points: 0 |
| |
|
|
ตอบเมื่อ: 03/08/2008 18:09 เรื่อง: เทียบ"โอเน็ต-จีแพ็กซ์"พบเกรดเฟ้อ งานวิจัยเปรี้ยง-ฉุดคุณภาพกา |
|
|
เทียบ"โอเน็ต-จีแพ็กซ์"พบเกรดเฟ้อ งานวิจัยเปรี้ยง-ฉุดคุณภาพการศึกษาไทย
จากงานวิจัย การนำคะแนนทดสอบทาง การศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ปรับเทียบกับผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย (GPAX) ของ ศ.ดร.ศิริชัย กาญจนวาสี ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบและประเมินเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาและวิชาชีพ คณะครุศาสตร์ จุฬาลง กรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นการปรับเทียบระหว่างคะแนนผลการเรียนเฉลี่ยสะสม(จีแพ็กซ์) 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ภาษาต่างประเทศ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาไทย กับคะแนนโอเน็ตปีการศึกษา 2549
โดยศึกษาจากโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 2,583 โรง ด้วยวิธีการปรับเทียบ 4 วิธี ได้แก่ วิเคราะห์ถดถอย เชิงเส้นตรง อิควิเปอร์เซนไทล์ และวิเคราะห์พหุระดับ เพื่อให้คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานได้วิธีการปรับเทียบคะแนนเฉลี่ยสะสมที่เหมาะสม ยุติธรรม และเป็นมาตรฐาน อีกทั้งเป็นแนวทางกำหนดนโยบายการวัดและประเมินผลระดับ สพฐ. และนำผลคะแนนไปใช้ในการรับบุคคลเข้ามหาวิทยาลัยด้วย
งานวิจัยดังกล่าว พบว่า มีโรงเรียนปล่อยเกรดถึง 1,224 โรง ระดับปกติคือไม่กดเกรดและไม่ปล่อยเกรด จำนวน 121 โรง และกดเกรด จำนวน 1,238 โรง สำหรับโรงเรียนที่มีการปล่อยเกรด พบว่า ส่วนมากเป็นโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลาง ขณะที่โรงเรียนกดเกรด จะอยู่ในกลุ่มโรงเรียนขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมหากมีการนำคะแนนโอเน็ตไปใช้ในการปรับเทียบผลจีแพ็กซ์ บางโรงจะต้องปรับลดถึง 0.95% จึงจะได้มาตรฐานซึ่งถือว่าค่อนข้างสูง
อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.ศิริชัย ยังไม่แน่ใจว่า สพฐ.จะนำผลวิจัยนี้ไปใช้หรือไม่ ด้วยขึ้นอยู่กับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และการตัดสินใจของผู้บริหารด้วย ทั้งกล่าวว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่โรงเรียนอาจถึงกับรับไม่ได้ เพราะหากตัวเองปล่อยเกรดมากเกินไปก็จะดูว่าตัวเองไม่มีคุณภาพ ขณะที่โรงเรียนที่กดเกรดก็จะถูกมองว่าเข้มงวดและทำให้เด็กเครียด
ศ.ดร.ศิริชัย กล่าวว่า ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้โรงเรียนที่มีคุณภาพต่ำปรับตัวให้ดีขึ้น ที่ผ่านมายังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าคะแนนจีแพ็กซ์ในช่วงชั้นที่ 4 เป็นตัวสะท้อนผลการเรียนรู้ที่แท้จริงในสถานศึกษาได้มากน้อยแค่ไหน จนเป็นที่วิจารณ์กันมาตลอดว่าอาจจะเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง เพราะคุณภาพของโรงเรียนแต่ละแห่งไม่เท่ากัน นำไปสู่ปัญหาว่าจะทำอย่างไรให้ได้คะแนนที่ออกมาถูกต้องและเป็นธรรมมากที่สุด ดังนั้น การนำคะแนนโอเน็ต ซึ่งถือว่าเป็นคะแนนที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุดในขณะนี้ มาปรับเทียบ เท่ากับเป็นการส่องกล้องเข้าไปดูในแต่ละพื้นที่ว่าแต่ละโรงเรียนมีคุณภาพแตกต่างกันอย่างไร
สำหรับโรงเรียนที่กดเกรดส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนระดับ ดี เด่น ดัง ซึ่งแข่งขันทางด้านวิชาการสูง และอยากให้เด็กสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้มากที่สุด เพื่อเป็นการการันตีว่า โรงเรียนของตนเองนั้นมีคุณภาพ เรื่องนี้ถือเป็นดาบสองคม โรงเรียนอาจไม่รู้ตัวว่ากำลังทำให้เด็กเกิดความเครียด เพราะสภาพแวดล้อมที่มีแต่การแข่งขันจะบีบคั้นเด็กมากเกินไป มุ่งแต่เรื่องเรียนเพื่อให้ได้เกรด 4 เพื่อได้เป็นที่หนึ่ง เด็กเหล่านี้จะเข้าสู่กระบวนการกวดวิชา เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ที่เหนือกว่าคนอื่น
ขณะที่ คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ผลวิเคราะห์ของศ.ดร.ศิริชัย พบว่ามีโรงเรียนปล่อยเกรดถึง 1,200 แห่ง เป็นโรงเรียนที่ปล่อยเกรดมาก 13 แห่ง ค่อนข้างมาก 62 แห่ง ค่อนข้างน้อย 334 แห่ง ปล่อยน้อย 811 แห่ง ส่วนโรงเรียนที่ปล่อยกดเกรดทั้งหมด 1,237 แห่ง แบ่งเป็นโรงเรียนกดเกรดมาก 1 แห่ง ค่อนข้างมาก 19 แห่ง ค่อนข้างน้อย 213 แห่ง และกดน้อย 1,047 แห่ง โรงเรียนที่ให้เกรดปกติทั้งหมด 126 แห่ง
ทั้งนี้ โรงเรียนที่ปล่อยเกรดมากและค่อนข้างมาก 75 แห่งนั้น เป็นโรงเรียนศึกษาพิเศษ 5 แห่ง ที่เหลือส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก และจากข้อมูล สพฐ. พบว่าโรงเรียนขนาดเล็ก 793 แห่ง ไม่มีนักเรียนสมัครแอดมิชชั่น ในส่วนสอบตรงอาจจะมี แต่ สพฐ.ไม่มีข้อมูล โรงเรียนขนาดเล็กที่ปล่อยเกรดอาจอยู่ในกลุ่มนี้ ทั้งนี้ โรงเรียนที่กดเกรดมาก และค่อนข้างมาส่วนใหญ่จะเป็นโรงเรียนและโรงเรียนขนาดใหญ่ 5 โรง อยู่ในกรุงเทพฯ ที่เหลืออยู่ในต่างจังหวัด
ด้าน รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า คุณภาพการศึกษาของบ้านเราไม่มีความน่าเชื่อถือ และผู้ปกครองเองไม่มีความมั่นใจว่าผลคะแนนตัวเองได้นั้นเป็นผลสัมฤทธิ์ที่ออกมาจากความสามารถของเด็กจริงๆ หรือไม่
แนะนำว่า ศธ.ควรถือโอกาสนำผลวิจัยนี้มาปรับเปลี่ยนกระบวนการสอน โดยใช้งานวิจัยเป็นแนวทางเพื่อปรับกระบวนการจัดการศึกษาและดูคุณภาพการศึกษาเป็นหลัก และหากจะนำจีแพ็กซ์มาถ่วงกับโอเน็ตจริง คงต้องใช้เวลาเพื่อเตรียมความพร้อมล่วงหน้า 3 ปี เพื่อให้มีเวลาเตรียมตัวตั้งแต่ชั้น ม.4 หากเกรดเฟ้อต้องให้ลบด้วย 0.96 เพื่อให้คะแนนที่ได้ต่ำลง ส่วนโรงเรียนที่กดเกรดให้บวกเพิ่ม 0.96 จึงจะเกิดคะแนนที่เท่าเทียมและน่าเชื่อถือมากขึ้น
"อยากให้ ศธ. กลับมาให้ความสำคัญและดูแลคุณภาพการศึกษาให้มากขึ้น โดยการติดตามประเมินผลว่าควรจะทำอย่างไรกับทั้งโรงเรียนที่ปล่อยเกรดและกดเกรด เพื่อให้ได้การศึกษาที่มีคุณภาพ ศธ.ควรจะนำรายงานการวิจัยชิ้นนี้มาปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดการการศึกษาและดูแลเรื่องคุณภาพการศึกษาเป็นวาระแห่งชาติ" รศ.ดร.สมพงษ์กล่าว
สร้างโดย: หทัยรัตน์ เรณุมาน
แหล่งที่มา:
http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TURObFpIVXdNVEF4TURnMU1RPT0=§ionid=TURNeE5RPT0=&day=TWpBd09DMHdPQzB3TVE9PQ== |
|